พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังสี :
เรื่องราวของชีวประวัติและผลงานของท่าน
ชาติกำเนิด
ชื่อ-นามสกุล ชื่น พัทธรัตน์
เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 8
ใกล้วันเข้าพรรษา พ.ศ. 2466
สถานที่เกิด อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
มาดา ชื่อ นวล ไม่ทราบสกุลเดิม มีเชื้อสายมุสลิม
จังหวัดปัตตานี
บิดาชื่อ ชื่อ นุ้ย พัทธรัตน์ เป็นชาวพุทธ
เมื่อแต่งงานกันแล้ว
ทางมารดายินยอมมาเป็นพุทธเหมือนบิดา
ทั้งสองมีอาชีพทำนาเพื่อเก็บข้าวใส่ยุ้งฉางไว้กิน
ซึ่งการไถนาที่ภาคใต้ใช้วัว 2 ตัว เทียมไถ
ทั้งสองคนมีฐานะยากจน
นายนุ้ยและนางนวล มีบุตรชาย 4
คน(เสียชีวิตแล้ว 2 คน ยังมีชีวิตอยู่ 2
คน) บุตรหญิง 3 คน(เสียชีวิตแล้ว 2 คน
ยังมีชีวิตอยู่ 1 คน)
การศึกษา
เด็กชายชื่น พัทธรัตน์ ได้มีความขยันขันแข็ง
มีหน้าที่เลี้ยงวัวและแบกไถไปนา เมื่ออายุพอจะเข้าเกณฑ์ต้องศึกษาเล่าเรียน
ก็ได้เป็นศิษย์วัดเทพวงศารามและเข้าเรียนที่โรงเรียนเทศบาลวัดนพวงศารามซึ่งเป็นวัดที่บ้านเกิด
เรียนตั้งแต่ประถมปีที่ 1 จนจบประถมปี่ที่ 4
เมื่ออายุ 15 ปี
เข้ามาสู่เมืองหลวงเป็นศิษย์วัดบุรณศิริมาตยาราม
พอจบประถมศึกษาปีที่ 4
ได้ไม่นาน ท่านพระครูอรรถวาที ซึ่งอยู่ที่วัดนพวงศาราม ต้องการเดินทางเข้ากรุงเทพ
เพื่อมารักษาตัวจากการอาพาธ ได้ชวนให้เด็กชายชื่น มาด้วย
กว่าจะมาได้นายชื่นเล่าว่าต้องไปหาตัดทางมะพร้าวไปขายให้พวกเผาอิฐ ได้เงินมาจำนวน 12
บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรในสมัยนั้น
และได้ใช้เงินจำนวนนี้เป็นค่าโดยสารรถไฟจากสถานีโคกโพธิ์ อำเภอโคกโพธิ์
จังหวัดปัตตามี มาพร้อมกับท่านพระครูอรรถวาที ราคาตั๋วรถไฟสมัยนั้น 9
บาท เงินที่เหลือนำติดตัวเข้ามากรุงเทพฯ เมื่อมาถึงที่สถานีรถไฟหัวลำโพง
ก็ได้เดินทางเข้ามาพักอยู่ที่วัดบุรณศิริมาตยาราม ที่ตั้งข้างคลองหลอด
ติดกับสนามหลวง โดยท่านพระครูอรรถวาที ได้ฝากให้อยู่กับรองเจ้าอาวาสวัดคือ
พระมหาแก้ว ซึ่งเจ้าอาวาสวัดสมัยนั้นก็คือ ท่านเจ้าคุณญาณเวที
และเด็กชายชื่นก็ได้อาศัยพักอาศัยที่วัดและกินข้าวก้นบาตรของพระตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ยึดอาชีพขับขี่สามล้อถีบ
เมื่อพักอยู่ที่วัดบุณศิริมาตยารามได้ไม่นาน
เด็กชายชื่นต้องการจะหางานทำ แต่ไม่รู้จักใคร
จะไปสมัครเป็นลูกจ้างที่ไหนก็ทำไม่เป็น
ได้ตกลงใจเข้าหาชาวอิสานผู้หนึ่งซึ่งมีอาชีพขับขี่สามล้อถีบอยู่แถวสนามหลวง
ขอยืมรถสามล้อของเขาลองซ้อมฝีตีนว่าจะสามารถเป็นสารถีขับขี่สามล้อถีบเพื่อรับจ้างหาเงินเลี้ยงชีพได้หรือไม่
พอลองถีบรอบสนามหลวงได้ 3 รอบ ก็เป็นที่แน่ใจว่าถีบได้แน่
จึงได้ออกปากขอยืมชาวอีสานคนนั้นจำนวน 10 บาท
และชาวอิสานผู้ใจดีผู้นั้นก็มีจิตเมตตามอบให้
เด็กชายชื่นก็ได้นำเงินไปเช่ารถสามล้อถีบจากเถ้าแก่เจ้าของรถที่บริเวณซอยรามบุตรี
ซึ่งอยู่แถวบางลำพู โดยเขาคิดค่าเช่าวันละ 10
บาท และก็ได้ยึดอาชีพถีบสามล้อเพื่อเลี้ยงชีพอยู่เป็นเวลา 1 ปี
ย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหารและเปลี่ยนอาชีพไปขายขนมปังไส้ครีม
ขณะขับขี่สามล้อรับจ้างมาหนึ่งปี
เป็นช่วงที่ต้องย้ายจากวัดสิริอมาตยารามไปเป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระเทพเวที
(เปรียญ 7 ประโยค) ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ย่านบางลำพู
โดยท่านพระเทพเวทีได้เมตตาให้พักอยู่ใต้ถุนตึกกุฏิของท่าน
หนุ่มน้อยชื่นได้ทำหน้าที่เป็นศิษย์คอยดูแลท่านและอาศัยข้าวก้นบาตรของท่านเลี้ยงชีวิต
ในช่วงนี้เองหนุ่มน้อยชื่นไปพบกับหญิงชาวอีสานซึ่งประกอบอาชีพขายขนมปังไส้ครีม
จึงทิ้งอาชีพขับขี่สามล้อถีบรับจ้างไปขายขนมปังไส้ครีม
โดยเมื่อรับสินค้ามาแล้วทุกวันก็ออกตระเวนขายไปตามที่ต่างๆ
ที่ขายดีมากเป็นพิเศษก็คือที่บริเวณนอกรั้วโรงเรียนเซนต์คาเบรียล
พวกเด็กๆจะนิยมซื้อขนมปังไส้ครีมจากหนุ่มน้อยชื่นมาก
เพราะนอกจากจะได้ขนมปังไส้ครีมอร่อยรับประทานกันแล้ว
เด็กชายชื่นยังได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดชั้นยอดหลอกล่อเด็กมาซื้อด้วยการเล่านิทานเรื่องต่างๆให้เด็กนักเรียนฟังเป็นของแถมด้วย
ได้หวานใจเป็นลูกสาวนายทหารองครักษ์
ในช่วงที่ขายขนมปังไส้ครีมและพักอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารนี่เอง
นายชื่นหนุ่มรุ่นกระเตาะ ก็ได้พบรักกับสาวงามลูกสาวนายทหารองครักษ์
ที่พำนักอยู่ในย่านซอยรามบุตรี บางลำพู นามของเธอคือ คุณอนุศรี จารุจรณ
แต่เขาไม่มีเงินทองของนอกกายพอที่จะไปสู่ขอหมั้นหมายและตบแต่งกันตามประเพณีได้
หนุ่มน้อยจากดินแดนใต้คนนี้จึงใช้วิธีการอย่างที่เขาเรียกว่าวิวาห์เหาะพาสาวหนี
ไปอยู่ด้วยกันที่ย่านถนนตก โดยเช่าบ้านอยู่ด้วยกันในราคาที่ถูกๆ
และจากการอยู่ร่วมกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคนนี้ ก็ได้เกิดพยานรัก 3
คนเป็น บุตรหญิง 2 คน บุตรชาย 1 คน
เปลี่ยนอาชีพเป็นช่างตัดผม
หลังจากมีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐานแล้ว
นายชื่นได้ไปสมัครเรียนตัดผมที่โรงเรียนฝึกอาชีพซึ่งตั้งอยู่ที่วัดแก้วฟ้า
ถนนเจริญกรุง เรียนอยู่ได้ 2-3 เดือน
ก็ได้สำเร็จการศึกษาเป็นช่างกัลบก แล้วเที่ยวตระเวนตัดผมไปตามที่ต่างๆ ประเภท
ร้านลมโชยเกศา ร่อนเร่ไปจนทั่วกรุงเทพ โดยสนนราคาค่าตัดก็พอทนสำหรับคนทุกคน คือ
ผู้ใหญ่หัวละ 5 บาท เด็กหัวละ 3
บาท ไปไกลจนถึงย่านท่าเรือคลองเตย
ซึ่งเป็นย่านที่มีเรือสินค้าจากต่างชาติเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก
เลยถือโอกาสเสนอตัวเป็นช่างตัดผมให้ชาวต่างชาติเสียเลย
ชาวต่างชาติที่มากับเรือสินค้าต่างให้การอุดหนุน
ที่เป็นฝรั่งชาติอเมริกันให้ทิปมากหน่อย
ฝรั่งที่สัญชาติอื่นมีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวก็ทิปน้อยหน่อย
ในช่วงนี้เองที่นายชื่นได้รู้จักการใช้ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆสเนคสเนคฟิชนิชพูดคุยสื่อสารกับชาวต่างชาติเป็นครั้งแรกในชีวิต
จากที่เขาไม่เคยรู้จักพูดอะไรได้เลย
กลายเป็นคนสื่อสารกับฝั่งมังค่าด้วยภาษาอังกฤษและภาษาใบ้ได้จนเป็นที่อัศจรรย์ใจแม้แต่ของตนเอง
และในช่วงนี้เองอีกเหมือนกันที่นายชื่นได้มีโอกาสหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
เพราะนอกจากเงินที่ได้จากการตัดผมให้แก่บรรดากัปตันเรือและกลาสีเรือต่างประเทศแล้ว
นายชื่นก็ยังติดต่อซื้อสินค้า เช่นบุหรี่ฝรั่งบ้าง
สินค้าอื่นๆบ้างจากท่าเรือที่ซื้อได้ในราคาถูกแล้วออกมาขายเพื่อทำกำไรให้แก่ตนเองตามบรรดาร้านค้าของคนไทยในย่านต่างๆ
เช่นที่ย่านสีลมบ้าง ย่านสาทรบ้าง
รู้จักกับหลวงอรรถสิทธิ์สุนทร
ช่วงที่เข้าไปตัดผมและค้าขายอยู่ในท่าเรือคลองเตยนี้เอง
นายชื่นบุญพาวาสนาส่ง ได้พบกับท่านอธิบดีกรมศุลกากร ท่านคือ หลวงอรรถสิทธิ์สุนทร
ซึ่งท่านผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็นคนซื่อมือสะอาดที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย
และต่อมาท่านมีตำแหน่งใหญ่โตมาก เคยเป็นทั้งรัฐมนตรีและองคมนตรี เป็นต้น
ตอนที่ได้รู้จักกับท่านหลวงอรรถสิทธิ์สุนทรนั้น
มีเหตุมาจากนายชื่นรู้ความลับอย่างหนึ่งว่าจะมีผู้ลอบสังหารท่าน
เขาจึงเขียนจดหมายถึงท่าน และท่านได้ให้เขาเข้าพบเพื่อสอบถามถึงเรื่องนี้
ท่านได้ให้ความเมตตากับนายชื่นตั้งแต่นั้นมา นับตั้งแต่ให้เข้านอกออกในบ้านของท่านได้เหมือนญาติสนิท
และยังแถมหยิบยื่นเงินทองให้แก่นายชื่นได้ใช้สอยยามตกทุกข์ได้ยากเสียอีกด้วย
แม้แต่ในช่วงก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านก็ยังได้เมตตาสั่งเสียลูกหลานของท่านให้คอยดูแลช่วยเหลือนายชื่นและได้มอบเสื้อผ้าเครื่องใช้ส่วนตัวที่ท่านใช้แล้วและที่ยังใหม่ๆให้แก่นายชื่นไว้ใช้สอยต่อจากท่านด้วย
มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง
จากการที่เข้าไปตัดผมและค้าขายในท่าเรือคลองเตย
ทำให้นายชื่นมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งเขาจึงนำเงินไปซื้อบ้านและที่ดินประมาณ 50
ตารางวาในย่านใกล้วงเวียนใหญ่ บ้านของเขาก็คือบ้านหลังปัจจุบัน อยู่ที่ เลขที่ 66
ซอยโรงเรียนมานะวิทยา เขตคลองสาน กทม.
เขาก็ได้อยู่ที่นี่มากับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขาคือคุณอนุศรี และบุตรธิดา 3 คน
ซึ่งแต่ละคนต่อมาต่างก็ได้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนตามเอกัตภาพ จนจบปริญญาตรี 2 คน
และจบการศึกษาระดับ ม.6 อีก 1 คน และทุกคนต่างมีหน้าที่การงานพอที่จะเลี้ยงตัวและเลี้ยงหลานๆได้เป็นอย่างดี
เป็นนักเขียนพิมพ์หนังสือแล้วเดินเร่ฝากขาย
ในช่วงที่มีบ้านเป็นของตนเองนี่เอง
นายชื่นต้องการเขียนหนังสือขายบ้าง
ซึ่งข้อมูลที่นำมาเขียนก็คือเรื่องราวที่ตนได้มีประสบการณ์ในชีวิตมาบ้าง ได้จากการอ่านและศึกษาตำรับตำราหลากหลายชนิดบ้าง
ทั้งขณะอยู่ในวัดและนอกวัด นำข้อมูลมาสร้างเป็นตำราเกี่ยวกับหมอนวด
ตำราทางไสยศาสตร์ ตำราทางโหราศาสตร์ ตำราทางปรัชญาและศาสนา ตำราสมุนไพร
ตำราเวทมนตร์คาถา เป็นต้น โดยใช้นามผู้เขียนว่า พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี แล้วก็ได้ไปขอยืนเงินจากหลวงอรรถสิทธิ์สุนทรมาเป็นค่าพิมพ์หนังสือ
เมื่อพิมพ์เสร็จเป็นเล่มแล้วก็ได้ใส่กระเป๋าหิ้วบ้างแบกใส่บ่าบ้างออกประเวนไปฝากขายตามร้านขายหนังสือต่างๆ
เมื่อขายหมดก็นำเงินยืมไปคืนให้แก่หลวงอรรถสิทธิ์สุนทร ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยมา
หนังสือเรื่องแรกที่เขาเริ่มต้นพิมพ์แล้วออกตระเวนฝากขายตามร้านจำหน่ายหนังสือต่างๆ
คือ เรื่อง "ปรัชญาชีวิต"
ซึ่งเรื่องนี้ยืนเงินหลวงอรรถสิทธิ์สิทธิสุนทรมาพิมพ์เป็นครั้งแรก จำนวน 1000
เล่ม เขาบอกว่าขายอยู่ปีกว่าก็ขายหมด เล่มที่ 2
คือหนังสือเรื่อง “วิธีรับราชการให้เจริญ” เล่มนี้ก็ได้ไปยืมเงินหลวงอรรถสิทธิ์สิทธิสุนทรมาพิมพ์อีกเหมือนกัน
เริ่มดังมีแฟนติดตามอ่านหนังสือเยอะ
หนังสือของนายชื่นได้รับการตอนรับจากผู้อ่านด้วยดีเป็นลำดับ
จนกระทั่งในระยะต่อมา เขาไม่ต้องไปยืมเงินจากหลวงอรรถสิทธิ์สุนทรมาพิมพ์อีกต่อไป แต่ได้ใช้วิธีขายลิขสิทธิ์ชั่วคราวให้แก่สำนักพิมพ์ต่างๆ
โดยสำนักพิมพ์ให้เป็นค่าลิขสิทธิ์เป็นหนังสือบ้าง เป็นเงินบ้างแล้วแต่จะตกลงกัน
สำนักพิมพ์ที่รับพิมพ์หนังสือของนายชื่น หรือที่วงการหนังสือรู้จักกันในนาม
พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี ได้แก่ สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก
สำนักพิมพ์ดวงแก้ว เป็นต้น
แต่แม้ว่าเขาจะขยับฐานะเป็นนักเขียนมีระดับมีค่าลิขสิทธิ์แล้วอย่างไร
เขาก็คงยังคงมารับหนังสือของเขาที่สำนักพิมพ์ต่างๆพิมพ์ขายเหล่านี้
ออกไปช่วยฝากขายตามร้านหนังสือต่างๆทั้งในทางฝั่งกรุงเทพและฝั่งธนบุรีอยู่ต่อไปอย่างดูเหมือนว่าจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ชีวิตปัจจุบัน
นายชื่น พัทธรัตน์ หรือนามปากกา
พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี
ยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านของท่านที่ย่านใกล้วงเวียนใหญ่ แต่ความชราภาพด้วยวัย 80
กว่าปีมาเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้ท่านเดินเหินไม่ค่อยสะดวกนัก
ท่านต้องใช้ไม้เท้าคอยค้ำยันกันล้ม และใช้รถเมล์เป็นพาหนะในการเดินทางไปไหนมาไหน
แต่ท่านก็ยังมีอุตสาหะและบากบั่นเดินทางไปรับหนังสือที่ท่านเขียนเองและให้สำนักพิมพ์ต่างๆพิมพ์แล้วออกไปเร่ฝากขายตามร้านขายหนังสือต่างๆอยู่ต่อไป
ครั้งหลังสุดนี้ (วันที่ 8
กันยายน 2553) ท่านบอกกระผมผู้เรียบเรียงประวัติของท่านว่า
ท่านเคยตายมาหนหนึ่งแล้วแต่ลูกหลานนำส่งโรงพยาบาลทันท่วงที
แพทย์ได้ช่วยเหลือเยียวยารักษาจนหายกลับบ้าน
และกลับมาเดินขายหนังสืออันเป็นอาชีพสุดท้ายได้อีกครั้งหนึ่ง
หากท่านเห็นผู้เฒ่า วัยเกิน 80 ผมหงอกขาวโพลนทั้งหัว
ถือไม้เท้าค้ำยันเดินกระย่องกระแย่งขึ้นลงรถเมล์
พร้อมกับกระเป๋าใบเก่าๆสะพายบ่าข้างในกระเป๋าบรรจุหนังสือหนักๆ
ขอให้ท่านโปรดอนุเคราะห์ให้ที่นั่งและให้ความสะดวกแก่ชายผู้นี้ด้วยความมีน้ำใจมากเป็นพิเศษด้วยเถิด
เพราะเขาอาจเป็นนายชื่น พัทธรัตน์ หรือ พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี
ที่ท่านทั้งหลายชื่นชอบในงานหนังสือของเขาก็ได้นะจ๊ะ.