วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังสี : เรื่องราวของชีวประวัติและผลงานของท่าน



พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังสี : เรื่องราวของชีวประวัติและผลงานของท่าน


ชาติกำเนิด

ชื่อ-นามสกุล ชื่น พัทธรัตน์

เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 8 ใกล้วันเข้าพรรษา พ.ศ. 2466

สถานที่เกิด อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

มาดา ชื่อ นวล ไม่ทราบสกุลเดิม มีเชื้อสายมุสลิม จังหวัดปัตตานี

บิดาชื่อ ชื่อ นุ้ย พัทธรัตน์ เป็นชาวพุทธ

เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทางมารดายินยอมมาเป็นพุทธเหมือนบิดา

ทั้งสองมีอาชีพทำนาเพื่อเก็บข้าวใส่ยุ้งฉางไว้กิน ซึ่งการไถนาที่ภาคใต้ใช้วัว 2 ตัว เทียมไถ

ทั้งสองคนมีฐานะยากจน

นายนุ้ยและนางนวล มีบุตรชาย 4 คน(เสียชีวิตแล้ว 2 คน ยังมีชีวิตอยู่ 2 คน) บุตรหญิง 3 คน(เสียชีวิตแล้ว 2 คน ยังมีชีวิตอยู่ 1 คน)



การศึกษา


เด็กชายชื่น พัทธรัตน์ ได้มีความขยันขันแข็ง มีหน้าที่เลี้ยงวัวและแบกไถไปนา เมื่ออายุพอจะเข้าเกณฑ์ต้องศึกษาเล่าเรียน ก็ได้เป็นศิษย์วัดเทพวงศารามและเข้าเรียนที่โรงเรียนเทศบาลวัดนพวงศารามซึ่งเป็นวัดที่บ้านเกิด เรียนตั้งแต่ประถมปีที่ 1 จนจบประถมปี่ที่ 4 เมื่ออายุ 15 ปี




เข้ามาสู่เมืองหลวงเป็นศิษย์วัดบุรณศิริมาตยาราม


พอจบประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ไม่นาน ท่านพระครูอรรถวาที ซึ่งอยู่ที่วัดนพวงศาราม ต้องการเดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อมารักษาตัวจากการอาพาธ ได้ชวนให้เด็กชายชื่น มาด้วย กว่าจะมาได้นายชื่นเล่าว่าต้องไปหาตัดทางมะพร้าวไปขายให้พวกเผาอิฐ ได้เงินมาจำนวน 12 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรในสมัยนั้น และได้ใช้เงินจำนวนนี้เป็นค่าโดยสารรถไฟจากสถานีโคกโพธิ์ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตามี มาพร้อมกับท่านพระครูอรรถวาที ราคาตั๋วรถไฟสมัยนั้น 9 บาท เงินที่เหลือนำติดตัวเข้ามากรุงเทพฯ เมื่อมาถึงที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ก็ได้เดินทางเข้ามาพักอยู่ที่วัดบุรณศิริมาตยาราม ที่ตั้งข้างคลองหลอด ติดกับสนามหลวง โดยท่านพระครูอรรถวาที ได้ฝากให้อยู่กับรองเจ้าอาวาสวัดคือ พระมหาแก้ว ซึ่งเจ้าอาวาสวัดสมัยนั้นก็คือ ท่านเจ้าคุณญาณเวที และเด็กชายชื่นก็ได้อาศัยพักอาศัยที่วัดและกินข้าวก้นบาตรของพระตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


ยึดอาชีพขับขี่สามล้อถีบ


เมื่อพักอยู่ที่วัดบุณศิริมาตยารามได้ไม่นาน เด็กชายชื่นต้องการจะหางานทำ แต่ไม่รู้จักใคร จะไปสมัครเป็นลูกจ้างที่ไหนก็ทำไม่เป็น ได้ตกลงใจเข้าหาชาวอิสานผู้หนึ่งซึ่งมีอาชีพขับขี่สามล้อถีบอยู่แถวสนามหลวง ขอยืมรถสามล้อของเขาลองซ้อมฝีตีนว่าจะสามารถเป็นสารถีขับขี่สามล้อถีบเพื่อรับจ้างหาเงินเลี้ยงชีพได้หรือไม่ พอลองถีบรอบสนามหลวงได้ 3 รอบ ก็เป็นที่แน่ใจว่าถีบได้แน่ จึงได้ออกปากขอยืมชาวอีสานคนนั้นจำนวน 10 บาท และชาวอิสานผู้ใจดีผู้นั้นก็มีจิตเมตตามอบให้ เด็กชายชื่นก็ได้นำเงินไปเช่ารถสามล้อถีบจากเถ้าแก่เจ้าของรถที่บริเวณซอยรามบุตรี ซึ่งอยู่แถวบางลำพู โดยเขาคิดค่าเช่าวันละ 10 บาท และก็ได้ยึดอาชีพถีบสามล้อเพื่อเลี้ยงชีพอยู่เป็นเวลา 1 ปี

ย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหารและเปลี่ยนอาชีพไปขายขนมปังไส้ครีม

ขณะขับขี่สามล้อรับจ้างมาหนึ่งปี เป็นช่วงที่ต้องย้ายจากวัดสิริอมาตยารามไปเป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระเทพเวที (เปรียญ 7 ประโยค) ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ย่านบางลำพู โดยท่านพระเทพเวทีได้เมตตาให้พักอยู่ใต้ถุนตึกกุฏิของท่าน หนุ่มน้อยชื่นได้ทำหน้าที่เป็นศิษย์คอยดูแลท่านและอาศัยข้าวก้นบาตรของท่านเลี้ยงชีวิต ในช่วงนี้เองหนุ่มน้อยชื่นไปพบกับหญิงชาวอีสานซึ่งประกอบอาชีพขายขนมปังไส้ครีม จึงทิ้งอาชีพขับขี่สามล้อถีบรับจ้างไปขายขนมปังไส้ครีม โดยเมื่อรับสินค้ามาแล้วทุกวันก็ออกตระเวนขายไปตามที่ต่างๆ ที่ขายดีมากเป็นพิเศษก็คือที่บริเวณนอกรั้วโรงเรียนเซนต์คาเบรียล พวกเด็กๆจะนิยมซื้อขนมปังไส้ครีมจากหนุ่มน้อยชื่นมาก เพราะนอกจากจะได้ขนมปังไส้ครีมอร่อยรับประทานกันแล้ว เด็กชายชื่นยังได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดชั้นยอดหลอกล่อเด็กมาซื้อด้วยการเล่านิทานเรื่องต่างๆให้เด็กนักเรียนฟังเป็นของแถมด้วย


ได้หวานใจเป็นลูกสาวนายทหารองครักษ์


ในช่วงที่ขายขนมปังไส้ครีมและพักอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารนี่เอง นายชื่นหนุ่มรุ่นกระเตาะ ก็ได้พบรักกับสาวงามลูกสาวนายทหารองครักษ์ ที่พำนักอยู่ในย่านซอยรามบุตรี บางลำพู นามของเธอคือ คุณอนุศรี จารุจรณ แต่เขาไม่มีเงินทองของนอกกายพอที่จะไปสู่ขอหมั้นหมายและตบแต่งกันตามประเพณีได้ หนุ่มน้อยจากดินแดนใต้คนนี้จึงใช้วิธีการอย่างที่เขาเรียกว่าวิวาห์เหาะพาสาวหนี ไปอยู่ด้วยกันที่ย่านถนนตก โดยเช่าบ้านอยู่ด้วยกันในราคาที่ถูกๆ และจากการอยู่ร่วมกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคนนี้ ก็ได้เกิดพยานรัก 3 คนเป็น บุตรหญิง 2 คน บุตรชาย 1 คน



เปลี่ยนอาชีพเป็นช่างตัดผม


หลังจากมีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐานแล้ว นายชื่นได้ไปสมัครเรียนตัดผมที่โรงเรียนฝึกอาชีพซึ่งตั้งอยู่ที่วัดแก้วฟ้า ถนนเจริญกรุง เรียนอยู่ได้ 2-3 เดือน ก็ได้สำเร็จการศึกษาเป็นช่างกัลบก แล้วเที่ยวตระเวนตัดผมไปตามที่ต่างๆ ประเภท ร้านลมโชยเกศา ร่อนเร่ไปจนทั่วกรุงเทพ โดยสนนราคาค่าตัดก็พอทนสำหรับคนทุกคน คือ ผู้ใหญ่หัวละ 5 บาท เด็กหัวละ 3 บาท ไปไกลจนถึงย่านท่าเรือคลองเตย ซึ่งเป็นย่านที่มีเรือสินค้าจากต่างชาติเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก เลยถือโอกาสเสนอตัวเป็นช่างตัดผมให้ชาวต่างชาติเสียเลย ชาวต่างชาติที่มากับเรือสินค้าต่างให้การอุดหนุน ที่เป็นฝรั่งชาติอเมริกันให้ทิปมากหน่อย ฝรั่งที่สัญชาติอื่นมีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวก็ทิปน้อยหน่อย ในช่วงนี้เองที่นายชื่นได้รู้จักการใช้ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆสเนคสเนคฟิชนิชพูดคุยสื่อสารกับชาวต่างชาติเป็นครั้งแรกในชีวิต จากที่เขาไม่เคยรู้จักพูดอะไรได้เลย กลายเป็นคนสื่อสารกับฝั่งมังค่าด้วยภาษาอังกฤษและภาษาใบ้ได้จนเป็นที่อัศจรรย์ใจแม้แต่ของตนเอง และในช่วงนี้เองอีกเหมือนกันที่นายชื่นได้มีโอกาสหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะนอกจากเงินที่ได้จากการตัดผมให้แก่บรรดากัปตันเรือและกลาสีเรือต่างประเทศแล้ว นายชื่นก็ยังติดต่อซื้อสินค้า เช่นบุหรี่ฝรั่งบ้าง สินค้าอื่นๆบ้างจากท่าเรือที่ซื้อได้ในราคาถูกแล้วออกมาขายเพื่อทำกำไรให้แก่ตนเองตามบรรดาร้านค้าของคนไทยในย่านต่างๆ เช่นที่ย่านสีลมบ้าง ย่านสาทรบ้าง



รู้จักกับหลวงอรรถสิทธิ์สุนทร


ช่วงที่เข้าไปตัดผมและค้าขายอยู่ในท่าเรือคลองเตยนี้เอง นายชื่นบุญพาวาสนาส่ง ได้พบกับท่านอธิบดีกรมศุลกากร ท่านคือ หลวงอรรถสิทธิ์สุนทร ซึ่งท่านผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็นคนซื่อมือสะอาดที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย และต่อมาท่านมีตำแหน่งใหญ่โตมาก เคยเป็นทั้งรัฐมนตรีและองคมนตรี เป็นต้น ตอนที่ได้รู้จักกับท่านหลวงอรรถสิทธิ์สุนทรนั้น มีเหตุมาจากนายชื่นรู้ความลับอย่างหนึ่งว่าจะมีผู้ลอบสังหารท่าน เขาจึงเขียนจดหมายถึงท่าน และท่านได้ให้เขาเข้าพบเพื่อสอบถามถึงเรื่องนี้ ท่านได้ให้ความเมตตากับนายชื่นตั้งแต่นั้นมา นับตั้งแต่ให้เข้านอกออกในบ้านของท่านได้เหมือนญาติสนิท และยังแถมหยิบยื่นเงินทองให้แก่นายชื่นได้ใช้สอยยามตกทุกข์ได้ยากเสียอีกด้วย แม้แต่ในช่วงก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านก็ยังได้เมตตาสั่งเสียลูกหลานของท่านให้คอยดูแลช่วยเหลือนายชื่นและได้มอบเสื้อผ้าเครื่องใช้ส่วนตัวที่ท่านใช้แล้วและที่ยังใหม่ๆให้แก่นายชื่นไว้ใช้สอยต่อจากท่านด้วย



มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง


จากการที่เข้าไปตัดผมและค้าขายในท่าเรือคลองเตย ทำให้นายชื่นมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งเขาจึงนำเงินไปซื้อบ้านและที่ดินประมาณ 50 ตารางวาในย่านใกล้วงเวียนใหญ่ บ้านของเขาก็คือบ้านหลังปัจจุบัน อยู่ที่ เลขที่ 66 ซอยโรงเรียนมานะวิทยา เขตคลองสาน กทม. เขาก็ได้อยู่ที่นี่มากับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขาคือคุณอนุศรี และบุตรธิดา 3 คน ซึ่งแต่ละคนต่อมาต่างก็ได้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนตามเอกัตภาพ จนจบปริญญาตรี 2 คน และจบการศึกษาระดับ ม.6 อีก 1 คน และทุกคนต่างมีหน้าที่การงานพอที่จะเลี้ยงตัวและเลี้ยงหลานๆได้เป็นอย่างดี




เป็นนักเขียนพิมพ์หนังสือแล้วเดินเร่ฝากขาย



ในช่วงที่มีบ้านเป็นของตนเองนี่เอง นายชื่นต้องการเขียนหนังสือขายบ้าง ซึ่งข้อมูลที่นำมาเขียนก็คือเรื่องราวที่ตนได้มีประสบการณ์ในชีวิตมาบ้าง ได้จากการอ่านและศึกษาตำรับตำราหลากหลายชนิดบ้าง ทั้งขณะอยู่ในวัดและนอกวัด นำข้อมูลมาสร้างเป็นตำราเกี่ยวกับหมอนวด ตำราทางไสยศาสตร์ ตำราทางโหราศาสตร์ ตำราทางปรัชญาและศาสนา ตำราสมุนไพร ตำราเวทมนตร์คาถา เป็นต้น โดยใช้นามผู้เขียนว่า พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี แล้วก็ได้ไปขอยืนเงินจากหลวงอรรถสิทธิ์สุนทรมาเป็นค่าพิมพ์หนังสือ เมื่อพิมพ์เสร็จเป็นเล่มแล้วก็ได้ใส่กระเป๋าหิ้วบ้างแบกใส่บ่าบ้างออกประเวนไปฝากขายตามร้านขายหนังสือต่างๆ เมื่อขายหมดก็นำเงินยืมไปคืนให้แก่หลวงอรรถสิทธิ์สุนทร ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยมา หนังสือเรื่องแรกที่เขาเริ่มต้นพิมพ์แล้วออกตระเวนฝากขายตามร้านจำหน่ายหนังสือต่างๆ คือ เรื่อง "ปรัชญาชีวิต" ซึ่งเรื่องนี้ยืนเงินหลวงอรรถสิทธิ์สิทธิสุนทรมาพิมพ์เป็นครั้งแรก จำนวน 1000 เล่ม เขาบอกว่าขายอยู่ปีกว่าก็ขายหมด เล่มที่ 2 คือหนังสือเรื่อง วิธีรับราชการให้เจริญเล่มนี้ก็ได้ไปยืมเงินหลวงอรรถสิทธิ์สิทธิสุนทรมาพิมพ์อีกเหมือนกัน



เริ่มดังมีแฟนติดตามอ่านหนังสือเยอะ


หนังสือของนายชื่นได้รับการตอนรับจากผู้อ่านด้วยดีเป็นลำดับ จนกระทั่งในระยะต่อมา เขาไม่ต้องไปยืมเงินจากหลวงอรรถสิทธิ์สุนทรมาพิมพ์อีกต่อไป แต่ได้ใช้วิธีขายลิขสิทธิ์ชั่วคราวให้แก่สำนักพิมพ์ต่างๆ โดยสำนักพิมพ์ให้เป็นค่าลิขสิทธิ์เป็นหนังสือบ้าง เป็นเงินบ้างแล้วแต่จะตกลงกัน สำนักพิมพ์ที่รับพิมพ์หนังสือของนายชื่น หรือที่วงการหนังสือรู้จักกันในนาม พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี ได้แก่ สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก สำนักพิมพ์ดวงแก้ว เป็นต้น แต่แม้ว่าเขาจะขยับฐานะเป็นนักเขียนมีระดับมีค่าลิขสิทธิ์แล้วอย่างไร เขาก็คงยังคงมารับหนังสือของเขาที่สำนักพิมพ์ต่างๆพิมพ์ขายเหล่านี้ ออกไปช่วยฝากขายตามร้านหนังสือต่างๆทั้งในทางฝั่งกรุงเทพและฝั่งธนบุรีอยู่ต่อไปอย่างดูเหมือนว่าจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


ชีวิตปัจจุบัน

นายชื่น พัทธรัตน์ หรือนามปากกา พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี ยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านของท่านที่ย่านใกล้วงเวียนใหญ่  แต่ความชราภาพด้วยวัย 80 กว่าปีมาเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้ท่านเดินเหินไม่ค่อยสะดวกนัก ท่านต้องใช้ไม้เท้าคอยค้ำยันกันล้ม และใช้รถเมล์เป็นพาหนะในการเดินทางไปไหนมาไหน แต่ท่านก็ยังมีอุตสาหะและบากบั่นเดินทางไปรับหนังสือที่ท่านเขียนเองและให้สำนักพิมพ์ต่างๆพิมพ์แล้วออกไปเร่ฝากขายตามร้านขายหนังสือต่างๆอยู่ต่อไป

ครั้งหลังสุดนี้ (วันที่ 8 กันยายน 2553) ท่านบอกกระผมผู้เรียบเรียงประวัติของท่านว่า ท่านเคยตายมาหนหนึ่งแล้วแต่ลูกหลานนำส่งโรงพยาบาลทันท่วงที แพทย์ได้ช่วยเหลือเยียวยารักษาจนหายกลับบ้าน และกลับมาเดินขายหนังสืออันเป็นอาชีพสุดท้ายได้อีกครั้งหนึ่ง

หากท่านเห็นผู้เฒ่า วัยเกิน 80 ผมหงอกขาวโพลนทั้งหัว ถือไม้เท้าค้ำยันเดินกระย่องกระแย่งขึ้นลงรถเมล์ พร้อมกับกระเป๋าใบเก่าๆสะพายบ่าข้างในกระเป๋าบรรจุหนังสือหนักๆ ขอให้ท่านโปรดอนุเคราะห์ให้ที่นั่งและให้ความสะดวกแก่ชายผู้นี้ด้วยความมีน้ำใจมากเป็นพิเศษด้วยเถิด เพราะเขาอาจเป็นนายชื่น พัทธรัตน์ หรือ พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี ที่ท่านทั้งหลายชื่นชอบในงานหนังสือของเขาก็ได้นะจ๊ะ.



1 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณสำหรับประวัติท่านนะครับ ผมกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับหนังสือท่าน ไม่ทราบว่าท่านเรียนกรรมฐานจากสำนักไหนครับ

    ตอบลบ