หลักการและพระเวทคาถาปลุกเสกพระเครื่องรางให้ทรงความศักด์สิทธิ์ในทางแคล้วคลาด-คงกระพัน
คำบอกกล่าวจากประสบการณ์ของท่านอาจารย์เฒ่า
เท่าที่เห็นมาในอดีตอันยาวนานและในปัจจุบัน เกี่ยวกับบุคคลที่มีและนำสิ่งซึ่งเรียกว่า
วัตถุมงคล หรือพระเครื่องรางของขลังจากกรุจากพระอาจารย์ต่างๆแต่ละสมัย
บางชิ้นบางรูปเสนอราคาเช่าบูชาเป็นเรือนแสนเรือนล้าน
มาพกติดตัวและแขวนคอเพื่อหวังพึ่งบารมีและอานุภาพ
ตามปกติท่านเหล่านั้นเมื่อได้วัตถุมงคลพระเครื่องรางมาแล้วส่วนมากเพียงแต่นำมาวางไว้
ณ ที่สูงพร้อมกับบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนเพียงประการเดียว
บางท่านก็มีการสวดมนต์กำกับเสริมไปอีกบ้างตามสมควรด้วยความศรัทธาเคารพนับถือเป็นประจำ
เวลาออกจากบ้านไปทำธุระในทิศทางต่างๆจึงอัญเชิญพระเครื่องรางติดตัวหรือแขวนคอไปเพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขตามที่แต่ละคนต้องการ
ที่สำคัญก็เพื่อให้แคล้วคลาดและอยู่คงกระพันเมื่อเผชิญเหตุร้าย
แต่ตามที่ทราบข่าวและรู้เห็นมาปรากฏว่ามีบุคคลมิใช่น้อยที่ต้องจบชีวิตลงเพราะถูกศัตรูทำร้ายทั้งๆที่ญาติพี่น้องและเจ้าหน้าพนักงานตรวจสอบแล้ว
พบว่าในตัวมีพระเครื่องรางรุ่นนั้นรุ่นนี้ของพระอาจารย์หรือของสมเด็จองค์นั้นองค์นี้
ราคาเรือนแสนเรือนล้านติดอยู่กับตัวตั้งหลายองค์
(ส่วนผู้ที่ไม่มีพระเครื่องรางอะไรติดตัวหรือไม่มีของดีติดตัวถูกศัตรูประทุษร้ายแล้วพบกับความตายคงไม่เป็นของแปลกและไม่ต้องกล่าวถึงเพราะเป็นของปกติธรรมดาอยู่แล้ว)
ทั้งๆที่บุคคลเหล่านั้นคิดและปรารถนาอธิษฐานให้อานุภาพของพระมาช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย
ให้อยู่คงกระพัน ใครยิงแทงอย่าให้ถูก อย่าให้เข้า อย่าให้ได้รับอันตรายใดๆเลย
เหตุที่ผู้มีพระเครื่องรางหรือนำพระเครื่องรางมาติดตัวหรือแขวนคอแล้วยังต้องประสบอันตรายจากภายนอกโยเฉพาะจากบุคคลที่มุ่งร้ายจนถึงตาย
แทนที่จะได้รับความปลอดภัยและยิงแทงฟันไม่ถูกหรือไม่เข้า
ก็เพราะผู้นั้นมีจิตศรัทธาเพียงแต่คิดที่จะให้คุณพระช่วยแบบชุบมือเติบ
โดยที่ตนเองไม่ต้องมาลงทุนหรือไม่ได้ลงทุนลงแรงสละเวลาน้อมพระคุณอันศักดิ์สิทธิ์ของพระรัตนตรัยซึ่งประมวลเป็นมนตราเป็นพระเวทคาถามาปลุกเสกญัตติ์เพิ่มลงไปให้รูแพระให้บ่อยๆหรือเป็นประจำเลยนั่นเอง
เช่นเดียวกับศาสนิกอื่นๆหรือพุทธศาสนิกที่ต่างก็หวังและปรารถนาจะได้ความสุขได้ประสบความเจริญอยู่เย็นเป็นสุขหรือหวังจะให้อานุภาพของประรัตนตรัยเป็นต้นมาช่วยบันดาลให้ตนประสบความเจริญในด้านต่างๆแต่สิ่งที่ตนทำเป็นเพียงนำวัตถุ
อาหาร
เงินทอไปถวายพระหรือสร้างเสนาสนะสร้างรูปพระประธานถวายพระถวายวัดเป็นหลักเป็นสำคัญ
ไม่ได้ปฏิบัติตนให้เหมือนพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ คือไม่มีศีลอะไรในตัวเลย
ไม่มีสมาธิ ความมีจิตสงบจิตว่างจากกิเลสนั้นๆ
ไม่ได้เพ่งปลุกเสกตนให้มีปัญญารู้แจ้งในอรรถในธรรมและในอริยสัจสี่เมือนอย่างพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์สาวกชั้นดีที่ตนเคารพบูชาเลย
แล้วจะเอาความสุขความเจริญที่แท้จริงมาจากไหนและเอามาได้อย่างไร
เพราะไม่ได้ลงมือปฏิบัติหลักการที่แท้จริงเลย ที่ทำหรือบำเพ็ญไปนั้นเป็นเพียงหลักการง่ายๆหลักการตื้นๆแบบเด็กเล่นขายของเท่านั้น
ท่านอาจารย์ผู้เฒ่ากล่าวว่า
ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากพระเครื่องรางแต่ละองค์ได้ผ่านการทำพิธีปลุกเสกมาจากท่านพระอาจารย์ผู้ผลิตมาเป็นเวลานานมากแล้ว
อธิบายว่า วัตถุมงคลที่ปลุกเสกใหม่ครั้งกระโน้น
พลังจิต-บารมีของท่านผู้ผลิตผู้ปลุกเสกและอานุภาพของพระเวทเป็นต้นยังแรงกล้าและยังคงตรึงแน่นอยู่
ครั้นนานเข้าทุกสิ่งแม้แต่ร่างกายและจิตวิญญาณของท่านผู้ผลิตผู้ทำพิธีปลุกเสกก็ได้แยกย้ายไปแล้ว
แล้วอะไรจะเกิดตามมา ขอให้คิดเอาดูเอง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า”อสัชฌายะมะลา
มันตา(แปลว่า มนต์มีความไม่สาธยายเป็นมลทิน)” ที่ว่าของเก่าดี
ดีเพราะคนเขานิยมพระเนื้อเก่ากัน
คือวัตถุมงคลที่เป็นของเก่าๆหายากราคาเช่าบูชาจึงสูง
เท่ากับมีทรัพย์ก้อนใหญ่อยู่ในมือ ที่จริงรูปพระใหม่ก็ได้เมื่อปลุกเสกให้เป็นและให้แน่วแน่แรงกล้าก็ทรงและสำแดงอิทธิได้
ประการสำคัญ
ผู้ที่ได้รับพระเครื่องรางมาไม่สนใจหรือไม่รู้ยอดวิชาพระเวทคาถาที่จะน้อมมาบริกรรมปลุกเสกญัตติ์เพื่ออิทธานุภาพไปเรื่อยๆหรือพอรู้บ้างแต่ไม่มีเวลาหรือขี้เกียจปลุกเสก
เพราะจิตขาดความตั้งมั่นแน่วแน่ ขาดความจริงใจ ได้แต่เมื่อถอดออกจากคอแล้วก็นำไปวางไว้ในพานหรือในที่สูง
บางวันก็ทำการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนประการเดียวเสียเป็นส่วนมาก
ที่เลิศไปกว่านั้นก็มีการบูชาด้วยการสวดมนต์ เช่น อิติปิ โส ภะคะวา เป็นต้น
แล้วอธิษฐานให้รูปพระเครื่องรางทรงความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาตามความต้องการ
ซึ่งล้วนเป็นหลักการที่ยังอ่อนไม่แก่กล้าไม่สมบูรณ์
ผลที่ได้รับจึงทำให้ไม่กล้าแข็งและสมบูรณ์เต็มที่ดังจิตปรารถนา
เพราะหลักการที่เลิศและสมบูรณ์อยู่ที่ผู้ซึ่งได้รับพระเครื่องหรือมีพระเครื่องอยู่แล้ว
นอกจากมีความเชื่อมั่นมีความเลื่อมใสทำการบูชาด้วยวิธีการดังกล่าวแล้ว
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปักใจใช้เวลาบางช่วงของแต่ละวันน้อมหรือดึงดูดเอาพระเวทคาถาต่างๆที่เกี่ยวพันหรือมีส่วนแผ่อานุภาพเข้าไปกระตุ้นเข้าไปปลุกเสกให้พระเครื่องที่พระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมแต่ละท่านสร้างขึ้นมาด้วยอภิญญาจิตอธิษฐานให้มีอิทธิในทางแคล้วคลาดและอยู่คงกระพันซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วในโลกธาตุ
จากการรู้การบัญญัติของพระอาจารย์เจ้าในอดีต
โดยได้บันทึกไว้ในตำราเข้ามาสู่ดวงจิตหรือกระแสจิตของตนก่อนจนหมดสิ้น
แล้วส่งหรือปล่อยพระเวทคาถานั้นๆให้เข้าไปสถิตตรึงติดอยู่กับพระเครื่องรางของขลังนั้นๆอีกครั้งหนึ่งโดยการปลุกเสกเรื่อยๆตลอดไป
พระเครื่องรางที่ตนมีอยู่และติดตัวอยู่จึงจะทรงอิทธิให้เกิดความแคล้วคลาดจากภยันตรายและอยู่คงกระพันเมื่อเข้าที่คับขันได้สมความปรารถนา
ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์เฒ่าผู้สันทัดและเชี่ยวชาญในเรื่องนี้จึงได้เอื้อเฟื้ออาทรประสาทลำดับพระเวทมนตราคาถาอาคมไว้เพื่อกุลบุตรผู้ที่มีพระเครื่องรางอยู่แล้ว
ซึ่งจะเป็นรูปของพระอาจารย์ ของสมเด็จองค์ใด และเป็นรูปพระสมัยใดก็ได้
อยู่กับตนแล้วจะได้นำไปท่องบ่นสาธยายให้คล่องปากขึ้นใจแล้วน้อมนำมาบริกรรมเจริญภาวนาปลุกเสกรูปพระของตนให้ทรงความขลัง
ให้เกิดความขลังสำแดงอิทธิคุ้มครองป้องกันให้ตนแคล้วคลาดและอยู่คงกระพันในคราวจำเป็นนำชีวิตให้ปลอดภัยจากศัตรูอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป
ยอดพระเวทคาถาสำหรับปลุกเสกให้รูปพระทรงความศักดิ์สิทธิ์
ลำดับที่ 1
เจริญ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ว่า 3 จบ
ด้วยจิตใจเป็นสมาธิและปักพุ่งลงไปที่รูปพระ
ลำดับ 2
ให้เสกด้วยพระคาถา “ตั้งแม่ธาตุ” คือ
นะ อิเพชชะคง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา (แล้วเป่าลงไป)
โม ติพุทธะสัง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา (แล้วเป่าลงไป)
พุท ปิอิสะวาสุ อะระหัง สะคะโต ภะคะวา (แล้วเป่าลงไป)
ธา โสมะอะอุ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา (แล้วเป่าลงไป)
ยะ ภะอุอะมะ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา (แล้วเป่าลงไป)
ให้เสกด้วยพระคาถา”ชุมนุมแม่ธาตุ” คือ
เอหิ ปะฐะวี พรหมา (แล้วเป่าลงไป)
เอหิ อาโป พรหมา(แล้วเป่าลงไป)
เอหิ เตโช พรหมา (แล้วเป่าลงไป)
เอหิ วาโย อิสรา (แล้วเป่าลงไป)
ให้เสกด้วย”แม่ธาตุดิน”(ธาตุทางอยู่คงกระพัน)
นะโม พุทธายะ, มะพะทะนะ, ภะกะจะสะ(ภะกะจะสะ เป็นธาตุกรณีย์
คือธาตุพระพุทธเจ้า) หนุนด้วยแก้วไพฑูรย์,
มะนะนะมะ, มะอะอะมะ, มะอุอุมะ(แล้วเป่าลงไป)
ให้เสกด้วย”หัวใจสำคัญ” คือ
นะมะพะทะ ขะพะกะสะ นโมพุทธายะ
อะกะวิติ นะชาลีติ พุทธังสังมิ เอหิจิตติ
จิตตังจิตติ ภะวังจิตตัง มะมะ(แล้วเป่าลงไป)
ลำดับ 3
เจริญพระพุทธคุณทั้งหมด ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง แล้วเป่าลงไปที่รูปพระ
พระพุทธคุณเดินหน้าและหัวใจพาหุง
อิติปิ โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสุมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน,
สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ
ภะคะวาติ.
พา มา นา อุ กะสะ นะ ทุ
ทุ นะ สะ กะ อุ นา มา พา
(แล้วเป่าลงไป)
พระพุทธคุณถอยหลัง
ติ วา คะ ภะ โธ พุท นัง สา
นุส มะ วะ เท ถา สัต ถิ ระ
สา มะ ทัม สะ ริ ปุ โร ตะ
นุต อะ ทู วิ กะ โล โต คะ
สุ โน ปัน สัม ณะ ระ จะ ชา
วิช โธ พุท สัม มา สัม หัง ระ
อะ วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ(แล้วเป่าลงไป)
ให้เสกต่อด้วย “พระพุทธคุณ 10 ทิศ” คือ
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง วิชชาจะระณะสัมปันโน
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง สุคะโต
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง โลกะวิทู
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง อะนุตตะโร
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง ปุริสะทัมมะสาระถิ
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง สัตถา เทวะมะนุสสานัง
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง พุทโธ
โส ภะคะวา อิติปิ อะระหัง ภะคะวาติ.(เป่าลงไป)
ให้เสกต่อด้วย “จตุราวุธ และ อาวุธพระพุทธเจ้า” คือ
สัพเพ เทวา ปิสา เจวะ
อาฬะวะกาทโยปิ จะ
ขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสะวา
สัพเพ ยักขา ปะลายันติ
สักกัสสะ วชิราวุธัง
เวสสุวัณณัสสะ คะทาวุธัง
อาฬะวะกัสสะ ทะสาวุธัง ยะมะราชา นะยะนาวุธัง
อิเม ทิสะวา สัพเพ ยักขา ปะลายันติ.(แล้วเป่าลง)
อายันตุ โภนโต อิธะทานะสีละ
เนกขัมมะ ปัญญา สะหะ วิริยะ ขันตี
สัจจาทิฏฐานะ สะเมตตุเปกขา
ยุทธายะ โว คัณหะถะ อาวุธานีติ.(แล้วเป่าลงไป)
พุทธังปิด ทะวารัง ตะโจรัง อะสังวิสุโลปุสะพุภะ
ธัมมังปิด ทะวารัง ตะโจรัง อะสังวิสุโลปุสะพุภะ
สังฆังปิด ทะวารัง ตะโจรัง อะสังวิสุโลปุสะพุภะใ(แล้วเป่าลง)
ให้เสกต่อด้วย”พระอิติปิ โส รัตนมาลา” คือ
อิฏโฐ สัพพัญญุตะญาณํง อิจฉันโต อาสะวักขะยัง
อิฏฐัง ธัมมัง อะนุปปัตโต อิทธิมันตัง นะมามิหัง.
หัญฺญะติ ปาปะเก ธัมเม หังสาเปติ ปะรัง ชะนัง
หังสมานัง มะหาวิรัง หันตะปาปัง นะมามิหัง. (แล้วเป่าลง)
ถานัง นิพพานะสังขาตัง ถาเมนาธิคะโต มุนิ
ถาเน สัคคะสิเว สัตเต ถาเปนตัง ตัง นะมามิหัง.
ภะยะมาปันนะสัตตานัง ภะยัง หาเปติ นายะโก
ภะเว สัพเพ อะติกกันโต ภะคะวันตัง นะมามิหัง.(แล้วเป่าลงไป)
จบแล้วให้ญัตติ์ หรือตรึงอานุภาพของพระพุทธคุณลงในเครื่องรางของขลังว่า
พุทธัง วะรันตัง สิรสา นะมามิ โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ
ตันเตชะสา เม ชะยะสิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. (เพี้ยง)
ลำดับที่ 4
ให้ภาวนาปลุกเสกด้วยพระธรรมคุณทั้งหมด ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง
พระธรรมคุณเดินหน้า
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก
เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตพฺโพ วิญญูหีติ.(แล้วเป่าลง)
พระธรรมคุณถอยหลัง
ติหีญูวิญ โพตัพทิเว ตังจัตปัจ โกยินะปะโอ
โกสิปัสหิเอ โกลิกาอะ โกฐิทิฏสัน
โมธัมตาวะ คะภะโต ขากวาสะ.(แล้วเป่าลงไป)
จบแล้วให้ญัตติ์ หรือตรึงอานุภาพของพระธรรมคุณลงในพระเครื่องรางของขลังว่า
ธัมมัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ โมหัปปะทาลัง อุปะสันตะทาหัง
ตันเตชะสา เม ชะยะสิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ.(เพี้ยง)
ลำดับ 5
ให้ภาวนาปลุกเสก ด้วยพระสังฆคุณทั้งหมด ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง
พระสังฆคุณเดินหน้า
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยฺโย
ปาหุเนยโย
ทักขิเณยโย
อัญชะลีกะระณีโย
อะนุตตะนัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ.(แล้วเป่าลงไป)
พระสังฆคุณถอยหลัง
ติสากัสโล ตังเขตญักปุญ รังตะนุตอะ
โยณีระกะลิชะอัญ โยเณยขิทัก โยเณยหุปา โยเนยหุอา
โฆสังกะวะสา โตวะคะภะ สะเอ ลาคะปุคสะริปุ ฐะอัฏ
นิคายุ สะริปุ ริตาจัต ทังทิยะ
โฆสังกะวะสา โตวะคะภะ โปปันฏิปะจิ มีสา
โฆสังกะวะสา โตวะคะภะ โนปันฏิปะยะญา
โฆสังกะวะสา โตวะคะภะ โนปันฏิปะชุอุ
โฆสังกะวะสา โตวะคะภะ โนปันฏิปะสุ ติ.(แล้วเป่าลงไป)
จบแล้วให้ญัตติ์
หรือตรึงอานุภาพของพระสังฆคุณลงในพระเครื่องรางของขลังว่า
สังฆัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง
ตันเตชะสา เม ชะยะสิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ.(เพี้ยง)
ลำดับ 6
ให้ปลุกเสกด้วยยอดพระเวทคงกระพัน-แคล้วคลาดตามลำดับ คือ
1.นะ ปิด นะหยุดนะ อุตะนะ อัตตะนะ
โม พุทธายะ นะกาโร โน ปิดหยุด
พุทธะ พุทธา พุทเธ พุทโธ พุทธัง
ปิดตัง อุทธัง อุทธัง ธะรัง ระรัง.
2.อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา, ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง.
3. อุทธัง อัทโธ นะโม พุทธายะ.
4. พุทโธ พุทธัง นะกันตัง อะระหัง พุทโธ นะโม พุทธายะ.
5.สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา มะอะอุ นะโม พุทธายะ.
6.อุทธัง อัทโธ สะระจิตตังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
7.ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงการะณา ฆะเฏสิ อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิๆๆๆๆๆๆ
ให้ปลุกเสกด้วยพระคาถามหาอุดอีกบทหนึ่งว่า
1.อะนิทัสสะ นะอัปปะฏิ.
บทนี้ใช้ลั่นไกมิออก
2. อะนิทัสสะ นะอัปปะฏิคา.
บทนี้ลูกปืนมิออกจากลำกล้อง
3.อะนิทัสสะ นะอัปปะฏิคายะ.
บทนี้ส่งผลให้ลำกล้องปืนแตก
หมายเหตุ พระคาถานี้ นอกจากน้อมมาปลุกเสกพระเครื่องรางแล้ว
เวลาไปไหนๆภาวนาไว้เสมอ กันคนดักทำร้ายด้วยอาวุธดีนักแล
ปลุกเสกด้วยพระคาถาแคล้วคลาดและมหาอุด
พุทธัง นพไกรเข้ามาอยู่ในตัวข้าฯ และพระเครื่อง แคล้วคลาด
ศัตรูวินาสสันติ.
ธัมมัง นพไกรเข้ามาอยู่ในตัวข้าฯและพระเครื่อง แคล้วคลาด ศัตรูวินาสสันติ.
สังฆัง นพไกรเข้ามาอยู่ในตัวข้าฯ และพระเครื่อง แคล้วคลาด
ศัตรูวินาสสันติ.
สัตถา ธะนุง อากัฑฒิตุง ทัตวา วิสัชเชตุง นาทาสิ.(เพี้ยง)
ปลุกเสกด้วยพระพุทธคุณ 108
อะ อะ
อะ สัง สัง อะ
อะ สัง วิ วิ สัง อะ
อะ สัง วิ สุ สุ วิ สัง อะ
อะ สัง วิ สุ โล โล สุ วิ สัง อะ
อะ สัง วิ สุ โล ปุ ปุ โล สุ วิ สัง อะ
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ สะ ปุ โล สุ วิ สัง อะ
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ พุ สะ ปุ โล สุ วิ สัง อะ
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ภะ พุ สะ ปุ โล สุ วิ สัง อะ
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ภะ พุ สะ ปุ โล สุ วิ สัง อะ. (เพี้ยง)
ปลุกเสกด้วยพระคาถาพระเจ้าเปิดโลกเป็นมหาอุด
พุทธัง บังเกิดเปิดโลก พระอะระหัง
ธัมมัง บังเกิดเปิดโลก พระอะระหัง
สังฆัง บังเกิดเปิดโลก พระอะระหัง
อุทธัง อัทโธ ธังอุท.
โธอัด อัทโธ.
โธอัท ธังอุท.(เพี้ยง)
ปลุกเสกด้วยพระคาถาอุดปืน
นะ บังดิน โม บังไฟ พุท บังลูก
ธา มิให้ออก ยะ ปิดปากกระบอก
อะนุตตะรัง ฆะเฏสิ กิงกะระณัง
อะระหังปิตตัง วิกะรึงคะเรมิ.(เพี้ยง)
ปลุกเสกด้วยพระพุทธเจ้า 28 พระองค์
ตัง เม สะ ทิ โก
มัง สุ เร โส อะ
ปะ นา ปะ สุ ละ ปิ
อะ ทิ สะ ติ ปุ วิ
สิเว กุ โค กะ โค นะมามิหัง.(เพี้ยง)
ลำดับ 7
หากมีเวลาพอ จะปลุกเสกด้วยพระคาถาคงกระพันของลาวก็ได้
ทำให้ขลังยิ่งขึ้น
โอมสัพพะพึก สัพพาเพ็ชชะคง
โอมสัมสะหัมเพ็ชคง หงนงในสัพพาไปเพ็ชชะบัง
สัพพังเพ็ชคงคายะ สัพพาพายทั้งเก้า
มาเค้าคงมาทั้งเจ้า ตับสัพพาทั้งเก้า คงดับพระองค์คง
อมสะหับ.(แล้วเป่าลงไป)
สัพพาโส พุทโธ องคะทะนึง ทะงังคง
โอมสัพพาสะลึงงึงซึ่สัพพะ
ชะรังงังชัง
มาบังหอก
มาขอกกั้งมังไว้สู่อัน
ตันกันสองป่อง บังไฟออก
ฮับเฮนัก
สับออกคานช้างใหญ่บ้านเพพัง
สัพพะหังลวด สัพพะกวดปืน ยิงปืนสับทั้งยิง ทั้งสัพพะคง.(แล้วเป่าลงไป)
โอมพุทธะสัพพา มาตั้งบังคง
โอมสัพพะชะลึงตึงตัง สัพพะชะลังตังตำ
หังหับ หังหับ องอับองตึง
สะหะทะคง สัพพะลงคงนอน สัพพาจรคงหอก(ปืน)
น้ำหมอก ตึงกาตังตึง วะวะ อะอะ
สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณีนัง
สัพพะถัง สัพพะเสบ่อย่าน หว่านพุทธะตัพพา สะหับคง.(แล้วเป่าลงไป)
ลำดับสุดท้าย
เมื่อเสร็จการปลุกเสกด้วยพระเวทคาถาต่างๆแล้ว
ก็ให้ตรึงพระคาถาทั้งปวงประทับติดอยู่กับเครื่องรางของขลัง ด้วยพระคาถาดังต่อไปนี้
3 จบ หรือ 5 จบ
พระคาถาใช้ตรึง
จิ เจ รุ นิ อิสะเยนะ วิกรึงคะเร.
สุดท้ายของการปลุกเสก
ให้เจริญภาวนาฉลองอิทธิและความขลังศักดิ์สิทธิ์ในทางแคล้วคลาดและอยู่คงกระพันของพระเครื่องด้วยพระคาถาว่า
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ
สัพพะปาณีนัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม
ชะยะมังคะลัง
ชะยันโต โพธิยา มูเล สากยานัง นันทิวัฑฒะโน
เอวัง มัยหัง วิชะโย โหมิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะตีติ.
พระคาถาที่ต้องภาวนาอธิษฐานเวลานำพระเครื่องรางสวมคอ
ภาวนา 3 ครั้ง
พุทธัง สัตตะ ระตะนะมะหาปาการัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สัตตะ ระตะนะมะหาปาการัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สัตตะ ระตะนะมะหาปาการัง สะระณัง คจฺฉามิ.
ภาวนา 3 ครั้ง
พุทธัง อาราธะนานัง, ธัมมัง อาราธะนานังม สังฆัง อาราธะนานัง
พุทธัง ประสิทธิเม, ธัมมัง ประสิทธิเม, สังฆัง ประสิทธิเม,
โสมา เรสะ( 3 ครั้ง)
หมายเหตุ ในการปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ด้วยพระคาถาต่างๆดังได้แสดงไว้แล้ว
หากจำพระชินบัญชรคาถาได้จะนำมาภาวนาปลุกเสกด้วยก็ยิ่งดี เป็นการดี เพิ่มดีแล
พิเศษ พระคาถาเขียนสูญ(วงกลม) กันปืนไม่ให้ยิงออก
นะ ผิด นะผัด นะสันตะรัง โกอะ
โม อุด โม อัด พุทผิด พุทผัด พุทสันตะรัง โกอะ
ธา อุด ธา อัด ธาผิด ธาผัด ธาสันตะรัง โกอะ
ยะ อุด ยะอัด ยะผิด ยะผัด ยะสันตะรัง โกอะ
วิธีชักเส้นและบริกรรมภาวนา
ขณะชักเส้นเป็นวงกลม และบริกรรมพระคาถา ให้กลั้นใจทำ
คือให้กลั้นใจเขียน กลั้นใจภาวนาพระคาถา ตั้งแต่คำว่า”นะผิด นะมัด” จนถึงคำว่า”ยะอุด
ยะอัด” คือมือก็วาดให้เป็นรูปวงกลมไป ปากกับใจก็ให้บริกรรมภาวนาไป
โยพอเริ่มปักปากกาจะเขียนเป็นรูปวงกลม ปากก็เริ่มบริกรรมทันที
มือวาดชักเป็นรูปวงกลมไปเรื่อยๆปากก็ยริกรรมไปเรื่อยๆพอบริกรรมจบพระคาถา 3
บรรทัดสุดท้าย การชักเส้นวาดเป็นรูปวงกลมก็ต้องมาบรรจบกันพอดีเช่นกัน
แล้วหายใจออกได้
ให้ทำการบริกรรมและชักเส้นเป็นรูปวงกลม ให้ได้อย่างน้อยครั้งละ
หรือวันละ 7 รอบ เป็นอย่างน้อย หมั่นนำออกมาเขียนตามรอยเดิมไปเบาๆและปลุกเสกด้วยพระเวทคาถาที่กล่าวมาทุกๆวัน
ทำการเขียนซ้ำและปลุกเสกไปจวบจนชีวิตจะหาไม่ หรือจนกว่าจะเลิกวิชาไสยศาสตร์จึงหยุด
เขียนในวัตถุอะไรก็ได้ที่ไม่เปียกน้ำ ไม่ละลายหรือสูญเสีย เช่น
แผ่นอะลูมิเนียมบางๆ ที่หุ้มปากกระป๋องนม
กระป๋องใหญ่ๆ แผ่นตะกั่ว หรือผ้าขาวก็ได้ เมื่อออกจากบ้านไปในทิศทางใด
ก็ให้นำติดตัวไปด้วย
หรือให้เกิดผลดี
จะกลั้นใจเขียนลงไปที่หน้าอกของเราทุกวันๆในจัดเดียวกันนั้นเอง
วันละหลายๆครั้งก็ได้
ด้วยอานุภาพของยันตร์และพระเวทคาถาเขียนสูญกันปืนนี้
พระอาจารย์กล่าวว่า จะช่วยให้เจ้าตัวแคล้วคลาดและอยู่คงกระพัน
ศัตรูยิงไม่ถูกและไม่เข้าแล
หมายเหตุ เมื่อกุลบุตรปลุกเสกไปนานวันนานปี จนมั่นใจว่าขลังและศักดิ์สิทธิ์แล้ว
จะนำไปใส่ไว้ในพาน ในกระป๋อง หรือผูกคอไก่
เป็นต้น แล้วให้คนที่ประสงค์จะลองทดสอบนำปืนมายิงได้เลย.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น